ในยุคที่การติดต่อสื่อสารผ่านอีเมลยังคงเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ ปัญหา “Spam Mail” และ “Email Spoofing” กลายเป็นภัยคุกคามที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หลายองค์กรสูญเสียทั้งข้อมูลสำคัญ ความน่าเชื่อถือ และเงินจำนวนมากจากอีเมลปลอมที่ดูเหมือนถูกส่งมาจากผู้ส่งที่น่าเชื่อถือ
คุณอาจเคยได้รับอีเมลแจ้งว่าบัญชีธนาคารของคุณมีปัญหา หรือได้รับอีเมลจากผู้บริหารบริษัทที่ขอให้โอนเงินด่วน ทั้งที่ความจริงแล้วอีเมลเหล่านั้นถูกปลอมแปลงขึ้นมาโดยมิจฉาชีพ
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ Spam Mail, Email Spoofing และวิธีป้องกันอีเมลปลอมด้วยเทคโนโลยี SPF, DKIM และ DMARC ที่ทุกองค์กรควรมี

Spam Mail หรือ อีเมลขยะ คืออีเมลที่ถูกส่งไปยังผู้รับจำนวนมากโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับล่วงหน้า
จุดประสงค์ของ Spam Mail มีหลายรูปแบบ เช่น
แม้ว่า Spam Mail บางส่วนอาจเป็นเพียงโฆษณาทั่วไป แต่หลายกรณีถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีผู้ใช้งานโดยตรง
ก่อนคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์แนบ ควรตรวจสอบสัญญาณต่อไปนี้
ตัวอย่างเช่น
แทนที่จะเป็น
กลับกลายเป็น
หรือ
ซึ่งใช้ตัวอักษรคล้ายกันเพื่อหลอกสายตา
เช่น
ข้อความเหล่านี้มักถูกใช้เพื่อกดดันให้ผู้รับตัดสินใจโดยไม่ตรวจสอบข้อมูล
ผู้ไม่หวังดีมักแนบไฟล์ประเภท
ซึ่งอาจมีมัลแวร์ซ่อนอยู่

Email Spoofing คือการปลอมแปลงชื่อผู้ส่งอีเมล (From Address) ให้ดูเหมือนว่าถูกส่งมาจากบุคคลหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ
ตัวอย่างเช่น
ผู้โจมตีอาจส่งอีเมลโดยแสดงชื่อผู้ส่งเป็น
ทั้งที่จริงแล้วอีเมลถูกส่งมาจากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ไม่หวังดี
ผู้รับจึงเข้าใจผิดว่าเป็นอีเมลจริงจากองค์กรและหลงเชื่อข้อมูลที่ได้รับ
ผู้โจมตีอาจหลอกให้กรอก
ผ่านเว็บไซต์ปลอม
หลายองค์กรเคยสูญเสียเงินจำนวนมากจากอีเมลปลอมที่แอบอ้างเป็นผู้บริหารหรือคู่ค้า
หากโดเมนของบริษัทถูกนำไปใช้ส่งอีเมลปลอม ลูกค้าอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กรของคุณ
โปรโตคอลอีเมลแบบดั้งเดิม (SMTP) ถูกออกแบบขึ้นตั้งแต่ยุคแรกของอินเทอร์เน็ต ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน
ดังนั้นผู้โจมตีจึงสามารถระบุชื่อผู้ส่งปลอมได้ หากไม่มีระบบตรวจสอบเพิ่มเติม
นี่คือเหตุผลที่ SPF, DKIM และ DMARC ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้
SPF (Sender Policy Framework) เป็นมาตรฐานที่ช่วยระบุว่า
“เซิร์ฟเวอร์ใดบ้างที่ได้รับอนุญาตให้ส่งอีเมลในนามโดเมนของคุณ”
ตัวอย่างเช่น
หากบริษัทของคุณใช้งาน Google Workspace หรือ Microsoft 365
คุณสามารถประกาศใน DNS ได้ว่าเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ของ Google หรือ Microsoft เท่านั้นที่มีสิทธิ์ส่งอีเมลจากโดเมนของคุณ
หากมีเซิร์ฟเวอร์อื่นพยายามส่งอีเมล ระบบปลายทางจะสามารถตรวจพบได้ทันที
DKIM (DomainKeys Identified Mail)
เป็นการเพิ่มลายเซ็นดิจิทัลลงในอีเมลทุกฉบับ
เมื่อผู้รับได้รับอีเมล ระบบจะตรวจสอบว่า
หากลายเซ็นไม่ถูกต้อง อีเมลอาจถูกปฏิเสธหรือจัดเป็น Spam
DMARC (Domain-based Message Authentication, Reporting and Conformance)
เป็นมาตรฐานที่ทำงานร่วมกับ SPF และ DKIM
DMARC ช่วยกำหนดนโยบายว่า
หากอีเมลไม่ผ่านการตรวจสอบ SPF หรือ DKIM
เซิร์ฟเวอร์ปลายทางควรดำเนินการอย่างไร
ตัวอย่างเช่น
รับอีเมลไว้ตามปกติ
ส่งเข้า Junk Mail หรือ Spam Folder
ปฏิเสธอีเมลทันที
DMARC ยังสามารถส่งรายงานกลับมายังเจ้าของโดเมนเพื่อวิเคราะห์การใช้งานอีเมลได้อีกด้วย

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า DNS Record ของโดเมนมี SPF ที่ถูกต้องและครอบคลุมทุกระบบที่ใช้งานส่งอีเมล
บริการ Email Hosting และผู้ให้บริการอีเมลสมัยใหม่ส่วนใหญ่รองรับ DKIM อยู่แล้ว ควรเปิดใช้งานทุกครั้ง
เริ่มต้นจาก Policy แบบ
p=none
เพื่อตรวจสอบรายงานก่อน
จากนั้นจึงค่อยปรับเป็น
p=quarantine
หรือ
p=reject
เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
แม้จะมีระบบป้องกันที่ดี แต่การให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับอีเมลปลอมยังคงเป็นสิ่งสำคัญ
ควรอัปเดต
ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ
สามารถตรวจสอบได้จากเครื่องมือออนไลน์ เช่น
หากพบว่าค่าต่าง ๆ ยังไม่ถูกต้อง ควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว
Spam Mail และ Email Spoofing เป็นภัยคุกคามที่สามารถสร้างความเสียหายทั้งต่อบุคคลและองค์กรได้อย่างมาก การตั้งค่า SPF, DKIM และ DMARC อย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงอีเมล เพิ่มความน่าเชื่อถือของโดเมน และช่วยให้อีเมลของคุณส่งถึงผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือดูแลระบบอีเมลขององค์กร การตรวจสอบและตั้งค่ามาตรฐานเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการโจมตีแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและคู่ค้าของคุณอีกด้วย