news SSD Storage with increased flexibility. Cloud Overview
Special Deals
วิธีตรวจสอบว่าอีเมลของคุณถูกส่งเข้ากล่อง Spam หรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
June 21, 2026 • admin
วิธีตรวจสอบว่าอีเมลของคุณถูกส่งเข้ากล่อง Spam หรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
June 21, 2026 admin

วิธีตรวจสอบว่าอีเมลของคุณถูกส่งเข้ากล่อง Spam หรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร

หลายคนเคยพบปัญหาส่งอีเมลไปหาลูกค้าแล้วไม่ได้รับการตอบกลับ ส่งใบเสนอราคาแล้วเงียบ หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนจากเว็บไซต์แต่ผู้ใช้งานบอกว่าไม่เห็นอีเมลเข้าเลย

ความจริงแล้วอีเมลอาจไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกระบบของผู้ให้บริการอีเมล เช่น Gmail, Outlook หรือ Yahoo จัดเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Spam หรือ Junk Mail โดยอัตโนมัติ

ปัญหานี้เรียกว่า Email Deliverability หรือความสามารถในการส่งอีเมลให้ถึงกล่องจดหมายหลักของผู้รับ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับธุรกิจที่ใช้อีเมลในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า

ในบทความนี้ เราจะพาคุณตรวจสอบว่าอีเมลของคุณมีความเสี่ยงที่จะถูกจัดเป็น Spam หรือไม่ พร้อมแนวทางแก้ไขอย่างถูกต้อง


ทำไมอีเมลถึงถูกส่งเข้า Spam?

ผู้ให้บริการอีเมลสมัยใหม่ใช้ระบบวิเคราะห์หลายร้อยปัจจัยก่อนตัดสินใจว่าจะนำอีเมลไปไว้ที่ใด

หากระบบพบสัญญาณที่น่าสงสัย อีเมลอาจถูกส่งไปยัง Spam ทันที

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไม่มี SPF
  • ไม่มี DKIM
  • ไม่มี DMARC
  • IP หรือโดเมนติด Blacklist
  • ส่งอีเมลจำนวนมากในเวลาสั้น
  • มีเนื้อหาคล้าย Spam
  • ใช้ลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • มีรูปภาพอย่างเดียว ไม่มีข้อความ
  • อัตราการตีกลับ (Bounce Rate) สูง
  • มีผู้รับกด Report Spam จำนวนมาก

วิธีตรวจสอบว่าอีเมลของคุณเข้า Spam หรือไม่

1. ส่งทดสอบไปยัง Gmail หรือ Outlook

วิธีที่ง่ายที่สุดคือส่งอีเมลจากโดเมนของคุณไปยัง

  • Gmail
  • Outlook.com
  • Yahoo Mail

จากนั้นตรวจสอบว่าอีเมลไปอยู่ที่

  • Inbox
  • Promotions
  • Updates
  • Spam/Junk

หากเข้า Spam แม้เพียงบางผู้ให้บริการ แสดงว่าควรตรวจสอบระบบอีเมลเพิ่มเติม


2. ตรวจสอบ Email Header

Email Header เป็นข้อมูลทางเทคนิคที่บันทึกเส้นทางการส่งอีเมลทั้งหมด

คุณสามารถดูได้จากเมนู

Gmail

  • เปิดอีเมล
  • กดจุดสามจุด
  • เลือก “Show Original”

Outlook

  • View Source
  • Message Source

สิ่งที่ควรดูคือ

SPF: PASS
DKIM: PASS
DMARC: PASS

หากพบ FAIL หรือ NONE แสดงว่าการยืนยันตัวตนของโดเมนยังไม่สมบูรณ์


3. ใช้ Mail Tester

Mail Tester เป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับตรวจสอบคุณภาพการส่งอีเมล

ขั้นตอนการใช้งาน

  1. เข้าเว็บไซต์ Mail Tester
  2. รับอีเมลทดสอบ
  3. ส่งอีเมลจากโดเมนของคุณไปยังที่อยู่ดังกล่าว
  4. กดตรวจสอบผล

ระบบจะวิเคราะห์

  • SPF
  • DKIM
  • DMARC
  • Blacklist
  • HTML Structure
  • Content Score

คะแนนเต็ม 10/10 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี


4. ตรวจสอบ SPF, DKIM และ DMARC

ปัจจุบันการตั้งค่า SPF, DKIM และ DMARC ถือเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการส่งอีเมล

SPF

SPF ระบุว่าเซิร์ฟเวอร์ใดได้รับอนุญาตให้ส่งอีเมลในนามโดเมน

ตัวอย่าง

v=spf1 ip4:1.2.3.4 include:_spf.google.com ~all

DKIM

DKIM เป็นการลงลายเซ็นดิจิทัลให้กับอีเมล

ช่วยให้ผู้รับมั่นใจว่าเนื้อหาอีเมลไม่ได้ถูกแก้ไขระหว่างทาง


DMARC

DMARC เป็นนโยบายที่ใช้ร่วมกับ SPF และ DKIM

ช่วยป้องกันการปลอมแปลงอีเมล (Email Spoofing)

ตัวอย่าง

v=DMARC1; p=quarantine;

หากยังไม่ได้ตั้งค่า DMARC อาจทำให้อีเมลมีโอกาสเข้า Spam สูงขึ้น


5. ตรวจสอบว่าโดเมนหรือ IP ติด Blacklist หรือไม่

หลายระบบกรอง Spam ใช้ฐานข้อมูล Blacklist ในการตัดสินใจ

หาก IP หรือโดเมนของคุณติด Blacklist อีเมลอาจถูกปฏิเสธทันที

บริการที่นิยมตรวจสอบ ได้แก่

  • MXToolbox
  • Spamhaus
  • MultiRBL

หากพบว่าอยู่ใน Blacklist ควรดำเนินการ Delist โดยเร็ว


สัญญาณที่บ่งบอกว่าโดเมนของคุณมีปัญหา Deliverability

หากพบอาการต่อไปนี้ ควรตรวจสอบระบบอีเมลทันที

ลูกค้าแจ้งว่าไม่ได้รับอีเมล

แม้อีเมลจะถูกส่งสำเร็จ แต่ปลายทางอาจได้รับในโฟลเดอร์ Spam

อัตราการเปิดอีเมลต่ำผิดปกติ

โดยเฉพาะอีเมลการตลาดหรือ Newsletter

มี Bounce Message บ่อย

ตัวอย่างเช่น

550 Message rejected
554 Spam detected

คะแนน Mail Tester ต่ำกว่า 8/10

เป็นสัญญาณว่าควรปรับปรุงระบบส่งอีเมล


วิธีแก้ไขเมื่ออีเมลเข้า Spam

ตั้งค่า SPF ให้ถูกต้อง

ตรวจสอบว่าเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ส่งอีเมลทั้งหมดถูกระบุใน SPF Record

ตัวอย่างเช่น

  • Email Hosting
  • Google Workspace
  • Microsoft 365
  • ระบบ CRM
  • ระบบส่ง Newsletter

เปิดใช้งาน DKIM

DKIM ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับอีเมล

ปัจจุบัน Email Hosting ส่วนใหญ่รองรับการเปิดใช้งาน DKIM ได้ทันที


เพิ่ม DMARC Policy

เริ่มต้นด้วย

v=DMARC1; p=none;

จากนั้นค่อยปรับเป็น

p=quarantine

หรือ

p=reject

เมื่อมั่นใจว่าระบบทั้งหมดทำงานถูกต้อง


หลีกเลี่ยงคำที่เข้าข่าย Spam

ตัวอย่างเช่น

  • ฟรี 100%
  • รวยเร็ว
  • รับเงินด่วน
  • คลิกทันที
  • รับประกันผล

แม้ไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่การใช้มากเกินไปอาจส่งผลต่อคะแนน Spam


ใช้รายการผู้รับที่มีคุณภาพ

หลีกเลี่ยง

  • การซื้อฐานข้อมูลอีเมล
  • การส่งอีเมลแบบสุ่ม
  • รายชื่อเก่าที่ไม่เคยใช้งาน

เพราะจะเพิ่ม Bounce Rate และ Spam Complaint


ทำไมธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับ Email Deliverability

หากอีเมลไม่ถึง Inbox ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่คิด

เช่น

  • ลูกค้าไม่ได้รับใบเสนอราคา
  • ไม่ได้รับใบแจ้งหนี้
  • ไม่ได้รับอีเมลรีเซ็ตรหัสผ่าน
  • พลาดโอกาสทางธุรกิจ
  • ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย

ดังนั้นการดูแลระบบ Email Hosting และการตั้งค่า SPF, DKIM และ DMARC อย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม


สรุป

การส่งอีเมลสำเร็จไม่ได้หมายความว่าผู้รับจะได้รับอีเมลใน Inbox เสมอไป เพราะระบบกรอง Spam ของ Gmail, Outlook และผู้ให้บริการรายอื่นมีการตรวจสอบหลายขั้นตอนก่อนส่งมอบอีเมล

หากคุณพบปัญหาอีเมลเข้า Spam ควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบ SPF, DKIM, DMARC, สถานะ Blacklist และคุณภาพของเนื้อหาอีเมล เพื่อเพิ่มโอกาสให้อีเมลของคุณถูกส่งถึงผู้รับอย่างถูกต้อง

การดูแล Email Deliverability อย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของโดเมน ลดปัญหาการสื่อสาร และช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น